Micro Four Thirds Camera

23 09 2008

Panasonic Lumix DMC-G1


G-1 จัดได้ว่าเป็นกล้องรุ่นแรกของโลกเลยก็ว่าได้ ที่ออกมาในมาตรฐาน Micro Four Thirds
โดย การพัฒนาร่วมกันระหว่าง โอลิมปัส กับพานาโซนิค การพัฒนาครั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานกล้องถ่ายภาพ ที่ต้องการง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเหมือนกล้อง DSLR แต่ได้ขนาดของภาพใหญ่เหมือนกัน

ระบบ Four Thirds คือมาตรฐานขนาดภาพ 4:3 สำหรับกล้องแบบ DSLR ที่รู้จักกัน นั่นก็คืกล้อง DSLR ที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปนี่แหละ มาตรฐานนี้ พัฒนาโดย โอลิมปัส และ โกดัก มีสัญลักษณ์ แบบนี้

มา ทำความเข้าใจส่วนนี้ก่อน กล้องSLR ที่ใช้ฟิล์ม จะอยู่ในระบบขนาดภาพ 3:2 เช่น ถ่ายภาพมาแล้วอัดลงในกระดาษ ขนาด 4×6 นิ้ว หรือ 8×12 นิ้ว ถ้าอัดลงในกระดาษ 5×7 หรือขนาดอื่น ก็จะเสียภาพตรงขอบไปเล็กน้อย
ส่วน ขนาดภาพ 4:3 มากับกล้องดิจิตอล เลยก็ว่าได้ โดยอ้างอิงกับการทำงานของจอภาพทีวี หรือคอมพิวเตอร์ เช่นแรกๆ จอคอมพิวเตอร์แสดงผลได้ 640×480 ซึ่งเท่ากับจอทีวี อัตราส่วนนี้ ถ้า หารด้วย 160 เข้าไป จะได้ 4:3 ต่อมาจอภาพพัฒนาความละเอียดขึ้นมาเรื่อย เป็น 800×600, 1024×768 และใหญ่ขึ้น ก็จะอาศัย อัตราส่วน 4:3 เพิ่มขึ้นไปทั้งนั้น จนมายุคที่คอมพิวเตอร์ ถูกใช้ในงาน มัลติมีเดียมากขึ้น ก็จะมีการผลิตจอภาพ แบบกว้าง(Wide screen) มาใช้งาน อัตราส่วนของจอภาพแบบกว้างจะไปสัมพันธ์กับ จอภาพภาพยนต์
ทีนี้คงพอตอบ คำถามได้บ้างแล้วว่าทำไม เวลาเอากล้องดิจิตอลไปอัดที่ร้าน ร้านมักจะถามว่า จะเอาเต็มภาพ หรือเอาเต็มกระดาษ เพราะอัตราส่วนมันไม่เท่ากัน

อธิบาย ต่ออีกนิด กล้อง SLR ที่เป็นต้นแบบของกล้อง DSLR นั้น คำว่า SLR มาจาก Single-Lens Reflex ด้วยเห็นผลที่ว่า ภาพที่ผ่านเลนส์ภาพเข้ามา จะสะท้อนกระจกขึ้นไปยัง เลนส์ตา หรือช่องมองภาพ เวลากดชัตเตอร์ กล้องก็จะกระดกกระจกสะท้อนขึ้น แล้วเปิดม่านชัตเตอร์ ให้ภาพที่ผ่านเลนส์ภาพ ตกกระทบกับระนาบฟิล์ม ด้วยเหตุผลที่ว่า ภาพที่มองเห็นมาจากแหล่งเดียวกับภาพที่บนระนาบฟิล์ม จึงเรียก SLR เพราะมีกล้องอีกแบบ ที่ ช่องมองภาพมีช่องดูต่างหาก ไม่ได้ ดูผ่านเลนส์ภาพ

ภาย หลังที่กล้อง ดิจิตอลเข้ามา ทำให้วงการกล้อง SLR เกือบแย่ไปเหมือนกัน เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยน แต่ยุคเริ่มต้นนั้นความละเอียดของภาพยังห่างไกลกับ ฟิล์มมากนัก แต่ปัจจุบันเท่ากันแล้ว ยังไงก็ได้ ด้วยความที่ใช้งานง่าย ถ่ายภาพแล้วเห็นผลงานเลย ไม่ต้องรอลุ้นล้างฟิล์ม กดได้เต็มที่ แล้วค่อยเลือกที่ชอบ ทำให้กล้องดิจิตอล เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป จะมีกี่คนที่ลองคิดว่า กล้องคอมแพคดิจิตอล ก็เปรียบเหมือนกล้องปัญญาอ่อนสมัยก่อน แต่ต่างกันที่ กล้องปัญญาอ่อนสมัยก่อน ราคาไม่กี่ร้อย ไม่กี่พัน แต่กล้องคอมแพคดิจิตอล ราคาเป็น หมื่น ยังดีว่า เดี๋ยวนี้ ราคาลงมาเยอะ ซึ่งผมก็ใช้อยู่เหมือนกัน จนเมื่อมีการพัฒนาคุณภาพของเซนเซอร์รับภาพ ปัจจุบันก็เป็น CCD กับ CMOS ที่ใช้กัน รวมกับของใหม่อย่าง Live MOS กับขนาดที่เล็กลงทำให้ได้ความละเอียดมากขึ้นเทียบเท่าฟิล์ม กล้อง SLR ก็ปฏิวัติตัวเอง โดยการเอาชุดขับเคลื่อน ฟิล์มออก เอาเซนเซอร์รับภาพไปวางไว้แทนฟิล์ม เกิดเป็น DSLR ต่ออายุ กล้องต่อไป จนถึงการออกแบบให้เป็น DSLR เต็มรูปแบบ เหมือนปัจจุบัน

ส่วน Micro Four Thirds ก็มีการทำงานเช่นเดียวกับกล้อง DSLR โดยทั่ว ไป แต่ได้เอากระจกสะท้อนภาพออก แล้วหันไปใช้ ระบบช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์(EVF:Electronic View Finder ก็ช่องมองภาพแบบของเครื่องถ่ายวีดีโอ นั่นแหละ) และทาง พานาโซนิค ได้เพิ่มความละเอียดลงไป ในจอมองภาพถึง 1,440,000 จุดภาพชื่อว่าLVF(Live View Finder)ทำให้เห็นภาพได้ละเอียดขึ้น และเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหว แต่เดิมจอมองภาพ มีไว้สำหรับดูภาพ หลังถ่ายภาพแล้ว ไม่สามารถแสดงภาพก่อนถ่ายภาพได้ ซึ่งกำลังเริ่มนำเข้ามาใช้กับกล้องในหลายๆ ค่าย และด้วยการตัดเอากระจกสะท้อนภาพออกไปทำให้ขนาดของกล้องเล็กลง ไปพอๆ กับกล้องคอมแพค แต่คงความละเอียดได้ เท่ากล้อง DSLR

จากภาพจะเห็นได้ว่า เมื่อเอากระจกสะท้อนภาพออกไป สามารถลดระยะโฟกัสจากเลนส์ถึงระนาบเซนเซอร์

ภาพ นี้ จะเห็นว่า ระยะทางระหว่างแสงผ่านเลนส์ ถึงจุดโฟกัส บนระนาบ เซนเซอร์ ของ Micro Four Thirds สั้นกว่าของ Four Thirds ประมาณครึ่งนึง แถมยังสามารถ ใช้เลนส์ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ น้อยกว่า โดยที่ได้ขนาดของภาพเท่ากัน

เลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับ กล้อง Micro Four Thirds จะมีขนาดเล็กกว่า เลนส์ทั่วไป 6 มม. แต่ก็ยังสามารถใช้เลนส์ของกล้องทั่วไปได้ โดยอาศัย อแดปเตอร์

จากภาพ แสดงให้เห็นว่า กล้อง Micro Four Thirds สามารถ ใช้เลนส์ ร่วมกับ กล้อง DSLR ได้ โดยอาศัย อแดปเตอร์

G-1 กับความละเอียดภาพ 12.1 ล้านพิกเซล แถมระบบทำความสะอาด เซนเซอร์เพื่อกำจัดฝุ่น ส่วนเซนเซอร์นั่น ทางพานาโซนิค ในนามเรียกขานว่า Live Mos Sensor เป็นการพัฒนา เซนเซอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเริ่มใช้งานบนผลิตภัณฑ์ ของโอลิมปัส และ พานาโซนิค ลดข้อด้อยของทั้ง CCD และ CMOS
กับมอนิเตอร์ขนาด 3 นิ้วสามารถ พลิกใด้ เพื่อความสะดวกในการถ่ายภาพในมุมต่างๆ มอนิเตอร์แบบนี้ ผมได้อาศัยใช้ในภาพมุมก้ม มุมเงย จาก FZ-30 ก็ติดใจอยู่ กับความสามารถที่พัฒนาขึ้นอย่างมาก ISO สูงถึง3200 แถมพ่วงด้วย ระบบ Noise reduction ได้ถึง 5 ระดับ ซึ่งแต่เดิม อย่างใน FZ-30 นั้น Noise จะเยอะ แต่ด้วย เซนเซอร์ แบบ LMS ทำให้คุณภาพ ของภาพ ดีขึ้น แถมเอาใจวัยรุ่นด้วยการออก บอดีสีแดง กับสีน้ำเงิน แถมมาด้วย สำหรับคนที่ไม่ชอบสีดำ

เพิ่มเติม:


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: